ตะกร้าสินค้า

0

รถเข็นช้อปปิงของคุณว่างเปล่า

ไปที่ร้าน

4 วิธีชงกาแฟยอดฮิต ที่ไม่ต้องพึ่งบาริสต้า ก็สามารถทำกาแฟอร่อย ๆ ด้วยตัวเองได้

โดย :DON CARLOS THAILAND 0 ความคิดเห็น
4 วิธีชงกาแฟยอดฮิต ที่ไม่ต้องพึ่งบาริสต้า ก็สามารถทำกาแฟอร่อย ๆ ด้วยตัวเองได้

หลายคนชื่นชอบรสชาติกาแฟที่ชงผ่านมือบาริสต้าโดยตรง แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่รักการชงกาแฟแก้วโปรดด้วยตัวเอง ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ได้มีผู้คนออกมาร่วมแบ่งปันวิธีการชงกาแฟในหลากหลายรูปแบบ แต่ก็มีเพียงไม่กี่วิธีที่เป็นที่นิยมเพราะด้วยความสะดวกและขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากมากนัก

ในบทความนี้เราจะพาคุณไปรู้จัก 4 วิธีชงกาแฟยอดฮิตที่จะบอกเล่าตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมอุปกรณ์ไปจนถึงการสกัดกาแฟให้ทุกคนได้เข้าใจกันอย่างง่ายๆ 

เฟรนช์-เพรส

เฟรนช์-เพรส เป็นกรรมวิธีการชงกาแฟที่ง่าย ให้รสชาติกำลังดี และเป็นที่นิยมมากที่สุดในหมู่คนรักการทำกาแฟ ด้วยอุปกรณ์ที่ไม่ยุ่งยาก แถมยังใช้งานสะดวก คนส่วนใหญ่จึงเลือกวิธีนี้ในการชงกาแฟทานเอง

รูปแบบของเครื่องชงจะมีลักษณะเป็นกระบอกแก้วทรงแคบ หรือกระบอกพลาสติกที่มีแท่งอัดกาแฟอยู่ด้านใน บางเครื่องก็เป็นแท่งพลาสติก และบางเครื่องก็เป็นแท่งเหล็กพร้อมด้วยแผ่นกรองตาข่ายด้านล่าง แต่เครื่องชงรุ่นก่อน ๆ จะใช้งานง่ายกว่าในรุ่นปัจจุบันอยู่มาก เพราะแผ่นกรองจะมีขนาดพอดีกับแท่นกด เพื่อใช้สำหรับกดและกรองผงกาแฟ

การชงกาแฟด้วยวิธีนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีที่ช่วยให้คุณได้ทดลองปรุงแต่งรสชาติกาแฟแปลกใหม่ คุณสามารถปรับเปลี่ยนสูตรได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเวลาในการกลั่นกาแฟ การปรับเบอร์บด และการปรับอุณหภูมิของน้ำ นอกจากนี้การทำกาแฟเฟรนช์-เพรส จะให้รสชาติที่เต็มอิ่มมากกว่า เนื่องจากเนื้อกาแฟที่ชุ่มน้ำจะช่วยเพิ่มกลิ่นและรสชาติที่ดียิ่งขึ้น

การบด ก็เป็นหนึ่งสิ่งสำคัญที่มีผลกับการชงกาแฟ การบดกาแฟแบบ Medium-Coarse เป็นเนื้อละเอียดปานกลางอาจทำให้กาแฟไปอุดตันกับแผ่นกรองได้ หรือหากบดกาแฟแบบ Fine ที่ละเอียดมากไป กาแฟอาจจะไม่ถูกกรองและทำให้น้ำกาแฟไม่ไหลผ่านตัวกรอง แนะนำให้บดกาแฟระดับ Coarse เพราะเหมาะสำหรับการชงกาแฟแบบเฟรนช์-เพรสมากที่สุด

และด้วยตัวเครื่องที่ไม่ต้องมีไส้กรองจึงทำให้การชงแฟในรูปแบบเฟรนช์-เพรสได้รับความนิยมมากและยังสามารถคงกลิ่นหอมและรสชาติของกาแฟได้ดีอีกด้วย

วิธีการชงกาแฟแบบเฟรนช์-เพรส

ขั้นตอนที่ 1 : อุ่นกระบอกชงกาแฟโดยการเติมน้ำร้อนเข้าไปและทิ้งไว้สักพัก เพื่อให้แน่ใจว่าเราสามารถใช้เครื่องชงในอุณหภูมิความร้อนเป็นเวลานานได้ ถือเป็นขั้นตอนที่ควรทำทุกครั้งเพื่อให้กาแฟมีรสชาติดียิ่งขึ้น คุณสามารถเลือกใช้เมล็ดกาแฟแบบใดก็ได้ แต่อย่างไรแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟแนะนำว่าควรใช้เมล็ดกาแฟคั่วปานกลางจนถึงคั่วเข้มถึงจะให้รสชาติดีที่สุด

ขั้นตอนที่ 2 : ต้มน้ำให้เดือดในอุณหภูมิ 195-200 องศาฟาเรนไฮต์ โดยใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิเพื่อให้แน่ใจว่าอุณภูมิขึ้นสูงตามที่ต้องการ

ขั้นตอนที่ 3 : เริ่มบดเมล็ดกาแฟได้เลย น้ำมันจากผงกาแฟจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในขั้นตอนที่เราเริ่มบดกาแฟ ซึ่งข้อดีของการใช้การชงกาแฟด้วยเครื่องเฟรนช์-เพรสคือมันจะให้กลิ่นหอมละมุนและกลั่นเอารสชาติของเมล็ดกาแฟออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ขั้นตอนที่ 4 : เทน้ำร้อนออกจากกระบอกชง (จากขั้นตอนแรกที่เราใส่น้ำร้อนเข้าไปเพื่ออุ่นแก้ว) จากนั้นใส่ผงกาแฟลงไปในกระบอก โดยเราสามารถเลือกปริมาณของผงกาแฟได้ตามความชอบ ขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบกาแฟเข้มหรือกาแฟอ่อน หากคุณยังไม่แน่ใจว่าควรใช้ปริมาณเท่าไหร่ สามารถเริ่มได้โดยใช้ผงกาแฟปริมาณ 30 กรัม พร้อมด้วยน้ำเปล่า 500 มิลลิลิตรในการทดลองทำครั้งแรก

ขั้นตอนที่ 5 : ใส่น้ำร้อนที่เตรียมไว้ (จากขั้นตอนที่สอง) ลงในผงกาแฟและคนให้เข้ากัน

ขั้นตอนที่ 6 : ใส่แท่งกรองลงไปในหลอดจากนั้นดึงด้ามกดขึ้นมาให้สุด ทิ้งไว้ 3-5 นาทีเพื่อให้ผงกาแฟแช่อยู่ในน้ำสักพัก

ขั้นตอนที่ 7 : กดตัวกรองลงไปเพื่อให้ผงกาแฟลงไปอยู่ก้นแก้ว ขั้นตอนนี้ควรทำอย่างช้าๆ เพื่อให้ผงกาแฟที่ยังไม่โดนน้ำถูกกดลงไปพร้อมกับตัวตาข่ายกรอง

ขั้นตอนที่ 8 : เมื่อเสร็จขั้นตอนการชงกาแฟแล้ว ควรนำเสิร์ฟทันทีเพื่อหลีกเลียงไม่ให้เกิดรสขมจากการทิ้งกาแฟไว้เป็นเวลานาน

ขั้นตอนที่ 9 : หลังจากเสิร์ฟกาแฟแล้ว ควรล้างเครื่องทำกาแฟให้สะอาดเพื่อนำไปใช้ในครั้งถัดไป

กาแฟดริป หรือ พอร์-โอเวอร์

การชงกาแฟด้วยวิธี Pour-Over คือการชงกาแฟแบบดริป เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มคนรักการทำกาแฟและผู้ที่ชอบทานกาแฟดำเป็นชีวิตจิตใจ โดยวิธีนี้จะใช้กระดาษเป็นตัวกรองการแฟ และค่อยๆ เทน้ำลงบนผงกาแฟอย่างช้าๆ

อ้างอิงจาก : Specialty Coffee อะไรที่ทําให้กาแฟชนิดนี้นั้นแสนพิเศษ?

สำหรับเครื่องชงแบบ Pour-over จะประกอบด้วยเหยือกแก้ว กระดาษกรอง และกาน้ำร้อน ความพิเศษของการสกัดกาแฟด้วยวิธี Pour-over คือรสชาติจะค่อนข้างซับซ้อน ใครที่ชอบกาแฟ Single-origin มักจะเลือกใช้การชงกาแฟในรูปแบบนี้ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้รสชาติของกาแฟไม่ชัดเจนนัก เป็นเพราะว่าการชงกาแฟผ่านกระดาษกรองอาจส่งผลให้กลิ่นและรสของกาแฟผิดแปลกไป

สำหรับผู้ที่เริ่มต้นชงกาแฟเองครั้งแรกก็อาจจะมองว่าวิธีการนี้ไม่ยากนัก แต่อย่าลืมว่าทุกขั้นตอนมีความสำคัญ เพราะฉะนั้นควรทำทุกอย่างตามสเต็ป

วิธีการชงกาแฟดริป

ขั้นตอนที่ 1 : บดเมล็ดกาแฟให้อยู่ในระดับหยาบ (Coarse) ในส่วนของกาแฟดริปควรเลือกใช้กาแฟคั่วอ่อนไปจนถึงคั่วกลาง เพราะกรดที่ได้จากการคั่วอ่อนๆ จะช่วยเพิ่มรสชาติกาแฟได้ดียิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่ 2 : ต้มน้ำร้อน 500 มิลลิลิตรสำหรับปริมาณกาแฟ 30 กรัม ด้วยอุณหภูมิ 195-205 องศาฟาเรนไฮต์ เพราะถ้าหากจะใช้วิธีการชงแบบ Pour-over จะต้องใช้น้ำต้มอุณหภูมิสูงเพื่อคงอุณหภูมิไว้ให้เราสามารถเทน้ำร้อนลงบนผงกาแฟได้อย่างช้าๆ ยิ่งเราต้มน้ำได้อุณหภูมิที่ดีมากเท่าไหร่ รสชาติกาแฟของเราก็จะดีมากขึ้นเท่านั้น หากใครยังไม่ชัวร์ว่าควรต้มน้ำอย่างไรให้เหมาะสม สามารถเข้าชมได้ที่ SCA.

ขั้นตอนที่ 3 : ก่อนใส่ผงกาแฟ ควรเทน้ำรดลงไปในกระดาษกรองก่อน เพื่อลดกลิ่นที่ติดมากับกระดาษ จากนั่นค่อยน้ำกระดาษกรองไปวางบนเหยือกแก้ว

ขั้นตอนที่ 4 : เทผงกาแฟลงไปบนกระดาษกรองและค่อยๆ เกลี่ยให้ผงกาแฟราบเรียบเสมอกัน

ขั้นตอนที่ 5 : ค่อยๆ เทน้ำร้อนลงบนผงกาแฟให้ทั่ว โดยเริ่มจากตรงกลางและวนไปรอบข้างจนน้ำเสมอกับผงกาแฟ เพื่อให้ผงกาแฟซึมซับไปกับน้ำและเพิ่มรสชาติของกาแฟมากขึ้น รอสักพักเพื่อให้กาแฟคายแก๊สออกมาให้หมดก่อน จากนั้นค่อยๆ เทน้ำลงไปอีกเล็กน้อย และเทน้ำวนซ้ำไปอีก 3-4 รอบ

เครื่องชงแรงดันอากาศ AeroPress

AeroPress คือเครื่องชงรุ่นสุดท้ายที่ถูกพัฒนาโดย Aerobie อาศัยแรงดันอากาศในการกรองกาแฟ เครื่องชงจะมีลักษณะเป็นกระบอกพลาสติกมีช่องตรงกลาง ประกอบด้วยตัวกดกาแฟ และซิลิโคนกันอากาศซึมออก

โดยวิธีการคือ เราจะนำผงกาแฟใส่ลงไปในกระบอกและเติมน้ำร้อนลงไป จากนั้นปิดด้วยฝาที่มีกระดาษกรองและกดลงเพื่อให้อากาศไหลออกผ่านตัวกรอง แช่กาแฟไว้ในน้ำสักพัก จากนั้นนำถ้วยมารองและกดน้ำกาแฟลงในถ้วยได้

เปรียบเทียบกับวิธีอื่นแล้ว AeroPress จะใช้เวลาเพียง 1-2 นาทีในการชงเท่านั้น ซึ่งนี่ก็ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในวิธีที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ เพราะทั้งสะดวกและประหยัดเวลา ส่วนรสชาติจะออกไปทางหอม หวาน และเน้นกาแฟเอสเปรสโซ่เต็มคำ เรียกว่าเป็นวิธีที่ทั้งง่ายและประหยัดงบ แถมยังสะดวกต่อการพกพาเวลาไปเที่ยวอีกด้วย

วิธีการชงกาแฟ AeroPress

ขั้นตอนที่ 1 : บดเมล็ดกาแฟให้ได้ระดับละเอียดปานกลาง (Fine-Medium) ใช้เมล็ดกาแฟเอสเปรสโซ เบลนด์หรือเมล็ดกาแฟคั่วเข้มเพื่อดึงกลิ่นและรสชาติออกมาได้ดียิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่ 2 : ต้มน้ำร้อนปริมาณ 500 มิลลิลิตรในอุณหภูมิ 200 องศาฟาเรนไฮต์ สำหรับผงกาแฟ 30 กรัม

ขั้นตอนที่ 3 : เทน้ำลงบนกระดาษกรองเพื่อเป็นการล้างกลิ่นที่ติดมากับกระดาษ แล้วจึงนำไปปิดกับปากกระบอกแรงดัน

ขั้นตอนที่ 4 : เทผงกาแฟลงไปในกระบอกและเติมน้ำลงไปตามปริมาณที่ตั้งไว้ จากนั้นคนให้กาแฟกับน้ำเข้ากัน

ขั้นตอนที่ 5 : ปิดฝากรองและกลับหัวเอาแก้วกาแฟมารองไว้ที่ตัวกรอง จากนั้นกดตัวกรองลงจนรู้สึกได้ถึงแรงต้าน ในช่วงเวลานี้คุณจะได้ยินเสียงฟู่ดังออกมา ซึ่งมันเป็นการบอกว่าในกระบอกพลาสติกไม่เหลือน้ำแล้ว และในแก้วนั้นคุณจะได้กาแฟที่ชงแบบ AeroPress นั่นเอง

ขั้นตอนที่ 6 : ดื่มด่ำไปกับรสชาติกาแฟเอสเปรสโซในรูปแบบของคุณเอง และอย่าลืมทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จ

เอสเปรสโซ

หลายคนอาจคิดว่าเอสเปรสโซเป็นหนึ่งในเมนูกาแฟ แต่จริงๆ แล้วในอีกความหมายหนึ่งของมันคือ ‘วิธีการชงแฟ’ ซึ่งมาจากคำว่า “Express” ในภาษาอิตาเลียนที่หมายถึง ด่วน หรือ อย่างว่องไว วิธีการนี้จะชงโดยผ่านเครื่องทำกาแฟ 9 บาร์ และผลลัพธ์ที่ได้คือ กาแฟสกัดเข้มข้มที่มีเนื้อสัมผัสค่อนข้างหนืด ท็อปด้วยโฟมครีม (Crema)

ผงกาแฟที่ละลายและกลายเป็นก้อนแข็งเป็นผลมาจากการสกัดอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น โดยวิธีการชงรูปแบบนี้จะใช้เวลาเพียง 20-30 วินาทีเพียงเท่านั้น เป็นวิธีที่รวดเร็วมากที่สุดเมื่อเทียบกับกรรมวิธีการอื่น และส่วนใหญ่แล้วกาแฟที่ได้จากเครื่องเอสเปรสโซจะใช้เป็นกาแฟเบสสำหรับนำไปปรุงแต่งเป็นกาแฟเมนูอื่นๆ

เครื่องทำกาแฟเอสเปรสโซถูกวางขายอย่างแพร่หลายในตลาด และถูกจัดให้เป็นเครื่องชงกาแฟ High End ซึ่งมีราคาที่ค่อนข้างสูง ในส่วนของตัวเครื่องจะมีขนาดใหญ่และต้องการการดูแลซ่อมบำรุงมากกว่าเครื่องชงกาแฟแบบอื่น

อ้างอิงจาก : กาแฟเนสเปรสโซ หรือ เอสเปรสโซ?

ร้านกาแฟส่วนมากจะเลือกใช้วิธีการชงกาแฟเอสเปรสโซเพราะเป็นเครื่องที่สามารถสกัดกาแฟได้อย่างรวดเร็ว

วิธีการชงการแฟเอสเปรสโซ

ขั้นตอนที่ 1 : ใช้เมล็ดกาแฟคั่วอ่อนและบดในระดับละเอียดปานกลาง (Fine-Medium) หากใช้กาแฟที่คั่วเข้มมากเกินไป รสชาติกาแฟก็จะยิ่งขมมากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้ได้รสชาติกาแฟกลมกล่อมกำลังพอเหมาะ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้เลือกใช้กาแฟคั่วอ่อนมากกว่า นอกจากนี้แล้ว การบดกาแฟให้ได้เท็กซ์เจอร์กาแฟในระดับ Fine-Medium ก็เป็นสิ่งสำคัญในการชงกาแฟแบบเอสเปรสโซ หากอยู่ในระดับ Coarse รสชาติอาจจะเจือจาง หรือถ้าหากใช้กาแฟบดละเอียดมากไป ก็อาจจะส่งผลให้เกิดกลิ่นคล้ายถ่านได้ เพราะฉะนั้นควรเลือกบดในระดับ Fine-Medium จึงดีที่สุด

ขั้นตอนที่ 2 : สำหรับกาแฟซิงเกิ้ลช็อตควรใช้ปริมาณกาแฟ 7-8 กรัม (ดับเบิ้ลช็อตใช้ 14-16 กรัม) เมื่อชั่งกาแฟได้ในปริมาณที่ต้องการแล้ว ให้นำไปเทลงตระแกรงกรองกาแฟและใช้ตุ้มเหล็กทับลงไปให้หน้ากาแฟเสมอกัน ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพราะการกดทับตุ้มเหล็กไม่ถูกวิธี อาจส่งผลให้น้ำไม่สามารถไหลผ่านผงกาแฟได้คล่องตัว ซึ่งส่วนนี้จะส่งผลต่อรสชาติกาแฟได้ ปัจจุบันหลายร้านจึงเลือกใช้ตุ้มเหล็กอัตโนมัติเพื่อให้ได้น้ำหนักที่แม่นยำมากขึ้น

อ้างอิงจาก : เอสเปรสโซช็อต เข้มข้นกว่ากาแฟทั่วไปหรือไม่?,  เอสเปรสโซ่สักแก้วดีสําหรับคุณหรือไม่?

ขั้นตอนที่ 3 : เมื่อเสียบตะแกรงเข้าไปในเครื่องแล้ว คอยสังเกตว่าน้ำไหลผ่านดีหรือไม่ และสีของกาแฟเป็นอย่างไร กาแฟสีออกน้ำตาลทอง คือสีของกาแฟที่ผ่านการสกัดได้ดีและจะมีรสขมปนหวาน ถ้าหากกาแฟมีสีที่ผิดไปจากนี้ อาจเป็นเพราะว่ากาแฟถูกเผาไหม้มากไป หรืออาจจะยังอัดแน่นไม่มากพอ


ใครที่กำลังมองหาเมล็ดกาแฟคั่วแท้จากประเทศต้นกำเนิดอย่างอิตาลี ลองเข้าไปเลือกชมเมล็ดกาแฟคุณภาพของเราได้ที่ Don Carlos store. เมล็ดกาแฟหลากหลายรูปแบบผ่านขั้นตอนการคั่วชั้นดี เพื่อเติมเต็มทุกความต้องการให้กับผู้ที่ชื่นชอบการทานกาแฟ

หรือใครที่อยากประหยัดเวลาบดกาแฟ ก็สามารถหาซื้อผงกาแฟบดแล้วได้ที่ Don Carlos เรามีกาแฟระดับพรีเมี่ยมให้คุณได้เลือกสรร ทั้งกาแฟอาราบิก้าและโรบัสต้า รวมไปถึงกาแฟดีแคฟ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรสชาติกาแฟแต่ไม่อยากรับคาเฟอีนเข้าร่างกาย รับรองว่าคุณจะได้ทั้งกลิ่นและรสชาติกาแฟอย่างเต็มพิกัดโดยปราศจากคาเฟอีนแน่นอน

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง